ปฏิทิน

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

  ทัวร์เที่ยว กับ ครอบครัว หรรษา

ร้อยเอ็ด (ททท.)

สิบเอ็ดประตูเมืองงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมสาเกตุ บุญผะเหวดประเพณี มหาเจดีย์ชัยมงคล งามหน้ายลบึงพลาญชัย เขตกว้างไกลทุ่งกุลา โลกลือชาข้าวหอมมะลิ…

นี่เป็นคำขวัญของ "ร้อยเอ็ด" จังหวัดที่อยู่ตอนกลางของภาคอีสาน บริเวณลุ่มน้ำภาชี มีความเจริญรุ่งเรืองมากในยุคประวัติศาสตร์ และมีความหลากหลายในแง่ของศาสนาและวัฒนธรรม อันเนื่องจากดินแดนแห่งนี้เคยตกอยู่ในอิทธิพลของอาณาจักรขอมโบราณ อีกทั้งยังมีมนต์เสน่ห์ของแหล่งอารยธรรมโบราณชวนให้เดินทางไปสัมผัส รวมถึงมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามหลายแห่ง เพราะฉะนั้น เราเลยจะพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักกับ "จังหวัดร้อยเอ็ด" ให้มากขึ้น
ร้อยเอ็ด


ร้อยเอ็ด

จังหวัดร้อยเอ็ด มีเนื้อที่ประมาณ 8,299 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 5,187,155 ไร่ ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ โดยทางรถยนต์ประมาณ 512 กิโลเมตร นอกจากนี้ ร้อยเอ็ด ยังเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิชั้นดี มีชื่อเสียงโด่งดังจากอดีตถึงปัจจุบัน

จังหวัดร้อยเอ็ด ยังคงเป็นเมืองที่มีความน่าสนใจ ทั้งประเพณี และวัฒนธรรม อีกทั้งยังมีผลิตผลิตภัณฑ์พื้นเมืองที่มีชื่อเสียง เช่น ผ้าทอพื้นเมือง เครื่องจักสาน รวมถึงมีกิจกรรมท่องเที่ยวโดดเด่น คือ การชมวัดวาอาราม ชมสถาปัตยกรรมโบราณสถาน นมัสการพระพุทธรัตนมงคลมหามุนี พระพุทธรูปปางประทานพรที่สูงที่สุดในประเทศไทย
ร้อยเอ็ด
ประวัติ

บริเวณที่ตั้งจังหวัดร้อยเอ็ดในปัจจุบัน เดิมชื่อว่า เมืองสาเกตนคร หรือ อาณาจักรกุลุนทะนคร มีเจ้าผู้ครองนครเรียกว่า พระเจ้ากุลุนทะ เมืองสาเกตเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมาก ซึ่งมีเมืองขึ้นถึง 11 เมือง จากหลักฐานโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วไปในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ขุดพบแหล่งโบราณคดีบ้านเมืองบัว สันนิษฐานว่ามีอายุประมาณ 1,800-2,500 ปีมาแล้ว ต่อมาอิทธิพลของพุทธศาสนา ภายใต้วัฒนธรรมทวารวดีได้แผ่ขยายเข้ามาเมื่อปลาย พุทธศตวรรษที่ 12-15 มีหลักฐานที่สำคัญ เช่น กลุ่มใบเสมาบริเวณหนองศิลาเลข ในเขตอำเภอพนมไพร พระพิมพ์ดินเผาปางนาคปรกที่เมืองไพร ในเขตอำเภอเสลภูมิ คูเมืองร้อยเอ็ด เจดีย์เมืองหงษ์ในเขตอำเภอจตุรพักตรพิมาน

ในพุทธศตวรรษที่ 16 วัฒนธรรมจากอาณาจักรขอมได้แพร่เข้ามา ปรากฏหลักฐานให้เห็นอยู่มาก เช่น ปรางค์กู่กาสิงห์ ในเขตอำเภอเกษตรวิสัย ปรางค์กู่ในเขตอำเภอธวัชบุรี กู่พระโกนาในเขตอำเภอสุวรรณภูมิ และประติมากรรมที่เป็นรูปเคารพทางศาสนา ที่เป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่ ทำจากหินทรายและโลหะเป็นจำนวนมาก แต่หลักฐานเกี่ยวกับเมืองร้อยเอ็ดขาด หายไปประมาณ 400 ปี จนถึงประมาณปี พ.ศ. 2231 เมืองเวียงจันทน์เกิดความไม่สงบ พระครูโพนสะเม็ด พร้อมผู้คนประมาณ 3,000 คน ได้เชิญเจ้าหน่อกษัตริย์อพยพลงมาตามแม่น้ำโขง แล้วมาตั้งมั่นอยู่ที่บริเวณเมืองจำปาศักดิ์ ผู้ปกครองเมืองจำปาศักดิ์มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระครูโพนสะเม็ด จึงได้นิมนต์ให้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและปกครองเมืองจำปาศักดิ์

ต่อมาเจ้าหน่อกษัตริย์ได้รับสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์พระนามว่า เจ้าสร้อยศรีสมุทร พุทธางกูร ได้ขยายอิทธิพลไปในดินแดนต่าง ๆ เหนือสองฝั่งแม่น้ำโขง ได้ตั้งเมืองใหม่ขึ้นหลายแห่งและส่งบริวารไปปกครอง เช่น เมืองเชียงแตง เมืองสีทันดร เมืองรัตนบุรี เมืองคำทอง เมืองสาละวัน และเมืองอัตตะปือ เป็นต้น

ในปี พ.ศ. 2450 เมืองร้อยเอ็ดได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นบริเวณร้อยเอ็ด โดยแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 5 เมือง คือ เมืองร้อยเอ็ด เมืองสุวรรณภูมิ เมืองมหาสารคาม เมืองกมลาไสย และเมืองกาฬสินธุ์ ในปี พ.ศ. 2453 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงเห็นด้วยกับข้อเสนอของเทศาภิบาลข้าหลวงมณฑลอีสานว่า ควรแยกมณฑลอีสานออกเป็น 2 มณฑล คือ มณฑลอุบลราชธานีและมณฑลร้อยเอ็ด พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้เป็นไปตามที่เสนอ มณฑลร้อยเอ็ดจึงมีเขตปกครอง 3 จังหวัด คือ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดกาฬสินธุ์

ในปี พ.ศ. 2469 อำมาตย์เอกพระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ (ทอง จันทรางศุ) ข้าหลวงจังหวัดร้อยเอ็ดเห็นว่า บึงพลาญชัย (เดิมใช้ว่าบึงพระลานชัย) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองร้อยเอ็ดตื้นเขิน ถ้าปล่อยทิ้งไว้บึงก็จะหมดสภาพไป จึงได้ชักชวนชาวบ้านจากทุกอำเภอ มาขุดลอกบึงเพื่อให้มีน้ำขังอยู่ได้ตลอดปี ได้ดำเนินการขุดลอกบึงทั้งกลางวันและกลางคืนอยู่ 2 ปี มีชาวบ้านมาร่วมขุดลอกบึงถึง 40,000 คน ต่อมาก็ได้มีการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จนเป็นมรดกที่สำคัญของจังหวัดร้อยเอ็ดมาตราบเท่าทุกวันนี้

ร้อยเอ็ด

สถานที่ท่องเที่ยว

จังหวัดร้อยเอ็ด มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ธรรมชาติ วิถีชีวิตผู้คน โดยมีสถานที่ที่น่าสนใจ เช่น กู่พระโกนา ปรางค์กู่ หรือปราสาทหนองกู่ กู่กาสิงห์ บ้านหวายหลึม บึงพลาญชัย สิมวัดไตรภูมิคณาจารย์ ทุ่งกุลาร้องไห้ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาน้ำทิพย์ บึงเกลือ หรือทะเลอีสาน เป็นต้น

อนุสาวรีย์พระขัติยะวงษา (ทน)

ตั้งอยู่กลางวงเวียนห้าแยกสายน้ำผึ้งใกล้วิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด พระขัติยะวงษา (ทน) เป็นบุตรท้าวจารย์แก้ว ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าเมืองร้อยเอ็ดคนแรก เมื่อ พ.ศ. 2318 ในรัชสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นผู้นำในการสร้างบ้านแปงเมือง โดยอพยพผู้คนจากเมืองท่งมาตั้งรกรากที่เมืองกุ่มร้าง หรือเมืองร้อยเอ็ด ถือได้ว่าท่านเป็นผู้มีความสามารถในการปกครอง ได้รวบรวมผู้คนบูรณะฟื้นฟูและทะนุบำรุงเมืองร้อยเอ็ด จนเป็นปึกแผ่นเจริญรุ่งเรืองในที่สุด

วัดบูรพาภิราม

อยู่ในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี เดิมชื่อ วัดหัวรอ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดบูรพาภิราม มีพระพุทธรูปปางประทานพรที่สูงที่สุดในประเทศไทยคือ พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี หรือหลวงพ่อใหญ่ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ความสูงขององค์พระวัดจากพระบาทถึงยอดเกศสูงถึง 59เมตร 20 เซนติเมตร และมีความสูงทั้งหมด 67เมตร 85เซนติเมตร ที่ฐานจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ หลวงพ่อใหญ่เป็นที่เคารพนับถือของชาวเมืองร้อยเอ็ดเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ภายในบริเวณวัดยังเป็นที่ตั้งศูนย์งานพระธรรมทูต โรงเรียนปริยัติธรรม และมีศาลเจ้าพ่อมเหศักดิ์ซึ่งเป็นที่เคารพของชาวเมืองอยู่ด้วย

ผาน้ำย้อย (พุทธอุทยานอีสาน)

ตั้งอยู่ที่บ้านโคกกลาง ตำบลผาน้ำย้อย เป็นผาหินขนาดใหญ่ ซึ่งมีน้ำไหลซึมตลอดปีอยู่บนภูเขาเขียว แบ่งพรมแดนระหว่างอำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร และอำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ มีเนื้อที่ประมาณ 20,000 ไร่ เป็นป่าไม้เนื้อแข็งนานาชนิด มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่หลายชนิด เช่น หมูป่า เก้ง กวาง ไก่ป่า ผาน้ำย้อยอยู่สูงจากระดับพื้นดิน 200 เมตร และสูงกว่าระดับน้ำทะเล 380-500 เมตร บนเขาลูกนี้มี วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม มีเนื้อที่ 2,500 ไร่ โดยมีพระอาจารย์ศรีมหาวิโร ซึ่งเป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง

ร้อยเอ็ด

วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม

ตั้งอยู่ที่ บ้านโคกกลาง ตำบลผาน้ำย้อย อำเภอหนองพอก พระมหาเจดีย์ชัยมงคลนั้นได้เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2528 มีเนื้อที่ 2,500 ไร่ โดยมีพระเทพวิสุทธิมงคล หรือหลวงปู่ศรีมหาวีโร ซึ่งเป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่สายวิปัสสนากรรมฐานเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการฝึกอบรม ในด้านการบำเพ็ญปฏิบัติ สมถวิปัสสนากรรมฐาน แก่พระภิกษุสงฆ์และพุทธศาสนิกชน โดยการปฏิบัติจริงบนสถานที่จริงในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้


ปรางค์กู่ หรือ ปราสาทหนองกู่

ตั้งอยู่ที่บ้านยางกู่ ตำบลมะอึ ปรางค์กู่ คือ กลุ่มอาคารที่มีลักษณะแบบเดียวกับอโรคยาศาล ตามที่ปรากฏในจารึกปราสาทตาพรหม อันประกอบด้วยปรางค์ประธาน บรรณาลัย กำแพงพร้อมซุ้มประตูและสระน้ำนอกกำแพง โดยทั่วไปนับว่าคงสภาพเดิมพอควร โดยเฉพาะปรางค์ประธานชั้นหลังคาคงเหลือ 3ชั้น และมีฐานบัวยอดปรางค์อยู่ตอนบน อาคารอื่น ๆ แม้หักพังแต่ทางวัดก็ได้จัดบริเวณให้ดูร่มรื่นสะอาดตา

นอกจากนี้ ภายในกำแพงด้านหน้าทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ยังพบโบราณ วัตถุอีกหลายชิ้นวางเก็บรักษาไว้ใต้อาคารไม้ ได้แก่ ทับหลังหินทราย สลักเป็นภาพบุคคลนั่งบนหลังช้างหรือวัว ภายในซุ้มเรือนแก้วหน้ากาล จากการสอบถามเจ้าอาวาสวัดศรีรัตนาราม กล่าวว่าเป็นทับหลังหน้าประตูมุขของปรางค์ประธาน เสากรอบประตู 2ชิ้น ชิ้นหนึ่งมีภาพสลักรูปฤาษีที่โคนเสาศิวลึงค์ขนาดใหญ่ พร้อมฐานที่ได้จากทุ่งนาด้านนอกออกไป และชิ้นส่วนบัวยอดปรางค์ ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นฐานของพระสังกัจจายน์ปูนปั้น สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 18

การเดินทาง จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข 23 (ร้อยเอ็ด-ยโสธร) ประมาณ 10 กิโลเมตร ถึงที่ว่าการอำเภอธวัชบุรี ฝั่งตรงข้ามมีทางแยกซ้ายไปปรางค์กู่ ระยะทาง 6 กิโลเมตร หรือใช้ทางหลวงหมายเลข 2044 (ร้อยเอ็ด-โพนทอง) ไปประมาณ 8 กิโลเมตร มีทางแยกขวาไปปรางค์กู่อีก 1 กิโลเมตร

กู่พระโกนา

ตั้งอยู่ที่บ้านกู่ หมู่ 2 ตำบลสระคู กู่พระโกนา ประกอบด้วยปรางค์อิฐ 3 องค์ บนฐานศิลาทราย เรียงจากเหนือ-ใต้ ทั้งหมดหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีกำแพงล้อมและซุ้มประตูเข้า-ออกทั้ง 4ด้าน ก่อด้วยหินทรายเช่นกันปรางค์องค์กลางถูกดัดแปลงเมื่อ พ.ศ. 2417โดยการฉาบปูนทับและก่อขึ้นเป็นชั้น ๆ แต่ละชั้นมีซุ้มพระทั้ง 4 ทิศ หน้าปรางค์องค์กลางชั้นล่าง สร้างเป็นวิหารพระพุทธบาทประดับเศียรนาค 6 เศียร ของเดิมไว้ด้านหน้า ส่วนปรางค์อีก 2 องค์ ก็ได้รับการบูรณะจากทางวัดเช่นกัน แต่ไม่ถึงกับเปลี่ยนรูปทรงอย่างปรางค์องค์กลาง ปรางค์องค์ทิศเหนือทางวัด สร้างศาลาครอบภายในมีหน้าบันสลักเรื่องรามายณะ และทับหลังสลักภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ติดอยู่ที่เดิม คือเหนือประตูทางด้านหน้า

ส่วนทับหลังประตูด้านทิศตะวันตกหล่นอยู่บนพื้น เป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ปรางค์องค์ทิศใต้ยังคงมีทับหลังของเดิมเหนือประตูหลอก ด้านทิศเหนือเป็นภาพเทวดานั่งชันเข่าในซุ้มเรือนแก้วเหนือหน้ากาล นอกจากนี้ ทางด้านหน้ายังมีทับหลังหล่นอยู่ที่พื้น เป็นภาพพระอิศวรประทับนั่งบนหลังโค และมีเสานางเรียงวางอยู่ด้วย

สันนิษฐานว่า กู่พระโกนา เดิมจะมีสะพานนาคและทางเดินประดับเสานางเรียงทอดต่อ ไปจากซุ้มประตูหน้าไปยังสระน้ำหรือบาราย ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 300 เมตร จากรูปแบบลักษณะทางศิลปกรรมทั้งหมดของภาพสลัก และเสากรอบประตู ซึ่งเป็นศิลปะขอมที่มีอายุในราว พ.ศ.1560-1630(แบบบาปวน) สันนิษฐานว่ากู่พระโกนาคงจะสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 16

การเดินทาง อยู่ห่างจากอำเภอเมือง 60 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 215 ผ่านอำเภอเมืองสรวง อำเภอสุวรรณภูมิ จากนั้นเข้าทางหลวงหมายเลข 214 ไปประมาณ 12 กิโลเมตร กู่พระโกนาจะอยู่ทางซ้ายมือ ด้านหน้าทางเข้าจะเป็นสวนยาง บริเวณวัดมีลิงแสมอาศัยอยู่

บึงพลาญชัย

ตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองร้อยเอ็ด ถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด ลักษณะเป็นเกาะอยู่กลางบึงน้ำขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 2 แสนตารางเมตร เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ตกแต่งด้วยสวนไม้ดอกขนาดใหญ่ มีพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ร่มรื่น และในบึงน้ำมีปลาชนิดต่าง ๆ หลายพันธุ์ นอกจากนี้ยังใช้เป็นสถานที่จัดงานเทศกาลของจังหวัด รวมทั้งจัดมหรสพต่าง ๆ

ภายในบึงพลาญชัยยังมีสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจคือ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เป็นของคู่บ้านคู่เมืองที่ชาวร้อยเอ็ดเคารพนับถือ และเชื่อว่าเจ้าพ่อจะช่วยดลบันดาลให้ชาวเมืองมีความสุข คิดสิ่งใดสมปรารถนา จึงเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ชาวเมืองร้อยเอ็ด มากราบนมัสการขอพรเป็นประจำ พระพุทธรูปปางลีลาขนาดใหญ่ กลางสวนดอกไม้ พานรัฐธรรมนูญ นาฬิกาดอกไม้ ภูพลาญชัย มีลักษณะเป็นน้ำตกจำลอง และรูปปั้นสัตว์ต่าง ๆ คล้ายสวนสัตว์ สนามเด็กเล่น และสวนสุขภาพ เป็นสวนออกกำลังกาย เพื่อให้ประชาชนได้ออกกำลังกาย อันเป็นการเสริมสร้างพลานามัยแก่ชาวร้อยเอ็ด

บึงเกลือ (ทะเลอีสาน)

อยู่ในเขตตำบลบึงเกลือ เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ 7,500ไร่ ในบึงน้ำแห่งนี้มีน้ำขังตลอดปี ริมบึงมีหาดทรายขาวสะอาดกว้างขวาง มีแพร้านอาหารบริการอาหารอีสานและอาหารตามสั่ง นักท่องเที่ยวนิยมมาพักผ่อนและเล่นกีฬาทางน้ำ

การเดินทาง จากอำเภอเมือง ไปตามทางหลวงหมายเลข 23ผ่านอำเภอธวัชบุรี จากอำเภอเสลภูมิประมาณ 1 กิโลเมตร และเลี้ยวซ้ายทางไปบ้านเมืองไพร 8 กิโลเมตร

บ้านหวายหลึม

ตั้งอยู่หมู่ 3 ตำบลมะบ้า เป็นหมู่บ้านในโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านทอผ้าไหมที่มีชื่อเสียงของจังหวัดร้อยเอ็ด อีกทั้งเป็นศูนย์รวมและจำหน่ายหัตถกรรมพื้นบ้าน อาทิ กระเป๋า ผ้าฝ้าย เสื้อผ้าสำเร็จรูป

การเดินทาง ตามเส้นทางสายร้อยเอ็ด-ยโสธร ทางหลวงหมายเลข 23 บริเวณกิโลเมตรที่ 145-146 ห่างจากตัวเมืองร้อยเอ็ด 25 กิโลเมตร

ทุ่งกุลาร้องไห้

มีเนื้อที่ 2,107,681ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 5จังหวัด คือ ในแนวทิศเหนือครอบคลุมอำเภอปทุมรัตต์ อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอสุวรรณภูมิ และอำเภอโพนทราย ของจังหวัดร้อยเอ็ด ในแนวทิศใต้มีลำน้ำมูลทอดยาวตลอดพื้นที่อำเภอชุมพลบุรี อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ในแนวทิศตะวันตก ผ่านอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร และอำเภอพยัคฆภูมิพิสัยของจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ประมาณ 3 ใน 5 นั้นอยู่ในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด

สาเหตุที่ทุ่งกว้างแห่งนี้ได้ชื่อว่าทุ่งกุลาร้องไห้นั้น มีเรื่องเล่ากันว่า พวกกุลาซึ่งเป็นพวกที่เดินทางค้าขายระหว่างเมืองต่าง ๆ ในสมัยโบราณได้ชื่อว่าเป็นนักต่อสู้ คือ มีความเข้มแข็งอดทนเป็นเยี่ยม แต่เมื่อพวกกุลาเดินทางมาถึงทุ่งนี้ ได้รับความทุกข์ยากเป็นอันมากถึงกับร้องไห้ เพราะตลอดทุ่งนี้ไม่มีน้ำหรือต้นไม้ใหญ่เลย ฤดูแล้งแผ่นดินก็แห้งแตกระแหง ซึ่งเป็นพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ในอดีต ปัจจุบันเป็นที่ทำการของศูนย์พัฒนาที่ดินทุ่งกุลาร้องไห้ กรมพัฒนาที่ดิน

การเดินทาง อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอสุวรรณภูมิ 6 กิโลเมตร เลยกู่พระโกนาไปประมาณ 200 เมตร ตรงข้ามกับโรงเรียนโสภาพิทยาภรณ์
ร้อยเอ็ด
การเดินทาง

ร้อยเอ็ดอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 512 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางสู่จังหวัดร้อยเอ็ดได้หลายวิธี...

โดยรถไฟ : จากกรุงเทพฯ ไปลงที่จังหวัดขอนแก่น แล้วต่อรถยนต์โดยสารเข้าจังหวัดร้อยเอ็ด ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง มีรถไฟออกจากสถานีหัวลำโพงไปขอนแก่นทุกวัน สอบถามรายละเอียดได้ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร.1690 เว็บไซต์ www.railway.co.th

โดยรถยนต์ : จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1 ผ่านสระบุรี นครราชสีมา แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 23 ผ่านมหาสารคาม จนถึงจังหวัดร้อยเอ็ด รวมระยะทาง 512 กิโลเมตร

โดยรถประจำทาง : มีรถโดยสารธรรมดาและรถโดยสารปรับอากาศของบริษัท ขนส่ง จำกัด และของเอกชน สายกรุงเทพฯ-ร้อยเอ็ด ออกจากสถานีขนส่งหมอชิต 2 ทุกวัน วันละหลายเที่ยว สอบถามรายละเอียดได้ที่บริษัท ขนส่ง จำกัด โทร.1490 เว็บไซต์ www.transport.co.th ปัจจุบันบริษัท ขนส่ง จำกัด ได้เปิดให้บริการจองตั๋วรถโดยสารออนไลน์แล้ว ติดต่อได้ที่ www.thaiticketmajor.com นอกจากนี้ยังสามารถซื้อตั๋วออนไลน์ได้ที่ www.thairoute.com

การเดินทางภายในร้อยเอ็ด : ในตัวเมืองร้อยเอ็ดมีรถโดยสารประจำทางไปยังอำเภอต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก นักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้บริการยานพาหนะ ได้หลายรูปแบบตามอัธยาศัย สอบถามรายละเอียดได้ที่สถานีขนส่งร้อยเอ็ด โทรศัพท์ 0 4351 1939, 0 4351 2546 นอกจากนี้ ยังมีรถสองแถวไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว คิวรถจะอยู่ในสถานีขนส่ง

แนะนำที่ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร พร้อมคูปองส่วนลดโรงแรม เพียบ




            อ้างอิง http://travel.kapook.com/view25705.html
                                    http://www.google.co.th/
                                    https://www.google.com/calendar/render?tab=mc
                                   
สุดยอด 7 ผลิตภัณฑ์ DHC ในดวงใจของสาวๆ
สุดยอดผลิตภัณฑ์ DHC ในดวงใจของผู้บริโภคชาวไทย  ตลอด 7 ปี ที่ผ่านมา  ได้แก่
DHC Deep Cleansing Oil
อันดับ 1 ได้แก่ DHC Deep Cleansing Oil 
การันตีด้วยยอดขายอันดับ 1 ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา
.
collagen
อันดับ 2 ได้แก่ DHC Collagen 
ผลิตภัณฑ์ Supplement  ส่วนผสมคอลลาเจน สกัดจากปลา สรรพคุณช่วยปรับผิวสวย สุขภาพดียิ่งขึ้น
.

Eye Lash Tonic



อันดับ 3 ได้แก่ DHC Eye Lash Tonic
ผลิตภัณฑ์บำรุงขนตา กระตุ้นการผลิตขนตาใหม่ที่มีความแข็งแรง

DHC Germanium Cream
อันดับ 4 ได้แก่ DHC Germanium Cream 
ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ที่มีส่วนผสมของ Organic Germanium
ที่ละลายน้ำ บำรุงผิวสวยเสริมพลังให้ผิวไม่กลัวกาลเวลาอีกต่อไป
.
DHC Mineral Mask
อันดับ 5 ได้แก่ DHC Mineral Mask
ผลิตภัณฑ์โคนพอกหน้าที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุธรรมชาติ
ดูดซับไขมันส่วนเกินและขจัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพออกได้อย่างหมดจด
.
DHC Olive Virgin Oilอันดับ 6 ได้แก่ DHC Olive Virgin Oil 
ผลิตภัณฑ์ Oil บำรุงความงามจากธรรมชาติ 100 %
.
อันดับ 7 ได้แก่ DHC Acerola Cream
ผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิว ที่รวมสองพลังสารสกัดจากเนื้อและเมล็ดของผลอะเซโรลา
ช่วยให้ผิวพรรณชุ่มฉ่ำที่ภายในสดชื่นสบายผิวที่ภายนอก

………..บริษัท DHC ประเทศไทย จำกัด  พร้อมที่จะก้าวต่อไป และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์บนเส้นทางปรัชญาความงามที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ  เพื่อผู้บริโภคชาวไทยตลอดไป

วิธีดูแลผิวหน้า วิธีดูแลหน้า ให้ใสอยู่ตลอดไป



            วิธีดูแลผิวหน้า วิธีดูแลหน้า ให้ใสอยู่ตลอดไป สำหรับผิวแห้ง เป็นผิวที่ไม่สามารถรักษาความชุ่มชื้นไว้ได้ ทำให้ใบหน้าดูไม่มีชีวิตชีวา และมีโอกาสเกิดรื้วรอยเ่ยวย่นได้ง่ายกว่าผิวประเภทอื่น ๆลักษณะของคนผิวแห้ง …บริเวณแก้มด้านล่างที่ต่อกับคาง และผิวใต้ตาจะดูแห้ง บางครั้งจะลอกเป็นขุยวิธีดูแล หลีกเลี่ยงการใช้โลชั่นเช็ดผิว เพราะจะทำให้ผิวแห้งมากขึ้นทางทีดีควรใช้น้ำเปล่าล้างหน้าในช่วงเช้า ส่วนช่วงเย็น ซึ่งต้องล้างเครื่องสำอางออก ควรเลือกใช้ ครีมล้างหน้าที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์ ซึ่งจะรู้สึกผิวลื่น ๆหลังล้างหน้า ส่วนก่อนนอนควรบำรุงผิวหน้าด้วยครีมบำรุง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าสำหรับคนที่หน้าแห้งมาก จนแตกเป็นลายงา ให้เพิ่มมอยเจอร์ไรเซอร์ในช่วงเช้าและกลางวัน แต่คนผิวแห้งก็มีข้อดี คือ รูขุมขน มักกระชับมองดูหน้าเนียนและไม่ค่อยมีปัญหาใบหน้ามันย่อง จนทำให้แต่งหน้าไม่ติดทน
            วิธีดูแลผิวหน้า วิธีดูแลหน้า ให้ใสอยู่ตลอดไป สำหรับ ผิวมัน ผิวประเภทนี้ จะมีความมันกระจายอยู่ทั่วใบหน้า และจะมีความมันมากเป็นพิเศษบริเวณทีโซน…หรือแถวหน้าผาก คาง และจมูกคนผิวมันดูเหมือนว่า จะเกิดริ้วรอยได้ยากกว่าคนผิวแห้ง แต่ก็ทำความสะอาดได้ยากกว่า และเนื่องจากต่อมไขมันทำงานมากกว่าปกติ จึงทำให้รูขุมขนใหญ่ ผิวหน้าดูหยาบกว่าคนผิวแห้ง ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของคนผิวมัน คือ เมื่อไขมันออกมาเคลือบใบหน้ามาก ๆ เข้า ทำให้ใบหน้าดูมันย่อง หน้าตาไม่สดใส แต่งหน้าก็มักไม่ติดทนขั้นตอนการดูแล เลือกใช้สบู่อ่อน ๆ หรือเจลใสล้างหน้า และไม่จำเป็นต้องล้างหน้าบ่อย ๆ ถ้าหน้ามันมาก ให้ใช้กระดาษซับหน้า คอยดูดซับน้ำมันออก จะช่วยให้ผิวหน้าผ่องขึ้นได้ ส่วนเครื่องสำอาง เลือกใช้ชนิดOil-free เพื่อไม่ให้ใบหน้าดูมันเยิ้ม
            วิธีดูแลผิวหน้า วิธีดูแลหน้า ให้ใสอยู่ตลอดไป สำหรับ ผิวปกติ จริง ๆ แล้วคนส่วนใหญ่ มักมีผิวลักษณะนี้ คือ จะมีน้ำมันเคลือบผิวบาง ๆ บริเวณทีโซน คือส่วนของหน้าผาก และจมูกจะมีความมันมากกว่าส่วนของแก้ม ในขณะที่ผิวรอบดวงตาและส่วนของแก้มลงมาจนถึงคอ จะดูแห้งกว่าบริเวณทีโซนขั้นตอนการดูแล ควรล้างหน้าด้วยสบู่อ่อน ๆ และไม่ควรใช้โลชั่นทีมีส่วนผสมของแอลกฮอล์ เพราะจะทำให้คุณเป็นคนผิวแห้งได้ ส่วนการใช้มอยส์เจอไรเซอร์ ให้เลือกทาเฉพาะส่วนของของแก้ม และผิวรอบดวงตา เพื่อป้องกันการเกิดริ้วรอย


7 เคล็ดลับ กินอย่างไรไม่ให้อ้วน
            ในยุคที่กระแสคนรักสุขภาพกำลังได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก รวมทั้งคนไทย การกินเพื่อสุขภาพคือสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องให้ความใส่ใจ เพราะการกินไม่ใช่แค่การสนองความต้องการหรือให้อิ่มท้องเท่านั้น หากแต่ยังต้องคำนึงถึงผลที่มีต่อสุขภาพด้วย
อ.กัญชลี ทิมาภรณ์ นักโภชนาการโรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า อาหารและสุขภาพเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน การเกิดโรคบางชนิดก็มีสาเหตุส่วนหนึ่งจากการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม หลายคนเคยหลงรูป รส หรือความสะดวกรวดเร็วของอาหารที่แฝงไปด้วยพิษภัยอย่างเงียบๆ เช่น ฟาสต์ฟูด อาหารสำเร็จรูป เบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลมฯลฯ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการกินที่ผิดและตกยุค

ทั้งนี้ ปัจจุบันคนทั่วโลกต่างให้ความสนใจและหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น จนเกิดกระแสรักสุขภาพและการกินเพื่อสุขภาพตามมา ดังนั้น จึงขอแนะนำ 7 เคล็ดลับการกินเพื่อสุขภาพเพื่อให้นำไปใช้กัน

สุขภาพ อาหาร เครื่องดื่ม ผลไม้ อาหารเช้า นม แอปเปิ้ล ส้ม1.ทานอาหารเช้าเป็นประจำ เพราะมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดและควรเป็นมื้อที่มีคุณค่าครบทั้ง 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะนอกจากจะช่วยเติมพลังให้ร่างกายและสมองแล้ว ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดช่วยให้การเผาผลาญพลังงานดีขึ้น
2.เลือกอาหารจากธรรมชาติไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวบาร์เลย์(มอลต์) ถั่ว ข้าวสาลี (โฮลวีต) เมล็ดทานตะวัน เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งรวมของแร่ธาตุ วิตามิน โปรตีนที่ปราศจากคอเลสเตอรอลและคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มีสารแอนติออกซิแดนท์ ใยอาหารและปัจจัยอื่นช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยลดคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตได้ หรืออาจเลือกอาหารที่มีส่วนผสมของธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ขนมปังโฮลวีต ซีเรียลจากมอลต์ เป็นต้น

3.เพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหารและทานเป็นประจำ เพื่อเพิ่มวิตามิน เกลือแร่และสารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ช่วยนำคอเลสเตอรอลและสารก่อมะเร็งบางชนิดออกจากร่างกาย ทำให้ลดการสะสมของสารก่อมะเร็งบางชนิด และมีกากใยช่วยในการขับถ่าย ช่วยให้กระบวนการต่างๆ ในร่างกายดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.ลดขนมขบเคี้ยวและขนมอบ ที่มีแต่ไขมัน เกลือ น้ำตาลและสารปรุงแต่งอื่นๆ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ หากอยากทานขนมอาจหันมาทานขนมที่มีส่วนผสมของธัญพืชเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับขนมที่มีประโยชน์น้อย อย่างไรก็ตาม ควรทานในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น
5.กินปลา ไข่และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน อาหารเหล่านี้เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ช่วยเสริมสร้างร่างกายในผู้เยาว์และซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสื่อมสลายในผู้สูงวัย เป็นส่วนประกอบของสารสร้างภูมิคุ้มกันโรคติดเชื้อ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคอ้วน ไขมันในเส้นเลือดสูง เป็นต้น
6.ดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแทนน้ำหวาน น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีน้ำตาลสูง การดื่มน้ำผักผลไม้ก็เป็นทางเลือกที่ดีเพราะอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินและแร่ธาตุกว่า 50 ชนิด เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัน
7.ดื่มน้ำและนมให้เป็นนิสัย ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อช่วยระบบขับถ่ายและมีน้ำหล่อเลี้ยงในเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย และควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ
1-2 แก้ว ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เพราะนมอุดมไปด้วยคุณค่าโภชนาการสูง ช่วยในการเจริญเติบโตของเด็กๆ ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง โดยชนิดของนม ขึ้นอยู่กับวัย หากเป็นเด็กทีกำลังเจริญเติบโตควรเป็นนมจืดธรรมดา แต่ในผู้สูงอายุควรเป็นนมพร่องมันเนยเพื่อมีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอล

การกินเพื่อสุขภาพมีหลากหลายวิธี อยู่ที่ใครจะเลือกปฏิบัติแบบใด แต่หลักง่ายๆ คือทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ครบทุกมื้อ แต่เลือกชนิดและปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยจึงจะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง อารมณ์ที่สดใส และห่างไกลจากโรคร้ายต่างๆ อ.กัญชลี ให้คำแนะนำทิ้งท้าย


สารพัดเติมสวยยามตั้งครรภ์


คุณแม่แต่งหน้า
 โดย: รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์
เรื่องสวยๆ งามๆ กับคุณผู้หญิงเป็นของคู่กันครับ จากการที่เป็นสูติแพทย์มาเป็นเวลายาวนาน ต้องพบปะพูดคุยกับคุณผู้หญิงมากมายจนนับจำนวนไม่ไหว ผมพบความจริงแล้วว่าผู้หญิงเกือบจะร้อยละร้อยต่างอยากสวยอยากงามกันนั้น แต่ตอนที่ตั้งครรภ์จะเสริมจะแต่งให้สวยได้อย่างที่เคยทำหรือเปล่า…ไม่ มั่นใจ
ความอยากสวยอยากงามที่ว่าก็ไม่ขึ้นกับอายุหรือวัยด้วยซ้ำ ถ้าเป็นเด็กก็อยากสวยน่ารัก โตมาหน่อยอยากจะสวยดึงดูดใจเพศตรงข้าม แม้แต่แก่แล้วก็ยังอยากสวยสง่าน่านับถือ ผมยังไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนที่ผมชมว่าสวยแล้วโกรธหรือไม่พอใจซักคน บางคนว่ากันตามจริงแล้วไม่รู้จะเรียกว่าสวยได้อย่างไร แต่ใครถ้าลองไปชมว่าสวยถึงจะรู้ว่าโกหกก็ยังชอบครับ
คนบางคนโชคดีพระเจ้าประทานพรมาให้เกิดมาหน้าตาสะสวย ไม่ต้องเสริมแต่งอะไรก็สวยแล้ว บางคนไม่ค่อยสวยแต่ถ้ารู้จักแต่งตัวหรือเสริมความงามก็ทำให้สวยได้ ในขณะที่บางคนแต่งอย่างไรก็ไม่สวย
การเสริมความงามเพื่อให้สวยให้งามเป็นเรื่องที่ผู้หญิงทุกชาติ ศาสนา ใส่ใจกันทั้งนั้นแหละครับ เพียงแต่ว่าความสวยของคนแต่ละประเทศอาจจะดูไม่เหมือนกัน รวมถึงกาลเวลาหรือยุคสมัยที่เปลี่ยนไปก็ทำให้การมองความสวยความงามเปลี่ยนไป ด้วยเช่นกัน
สิ่งที่ผมมองเห็นอีกอย่างในปัจจุบันก็คือ ไม่ใช่แค่ความสวยความงามเท่านั้นหรอกครับที่คุณผู้หญิงนิยมจะเสริมแต่งกัน แต่ขณะนี้ยังนิยมที่จะเสริมแต่งร่างกายตัวเองเพื่อความแปลก ความเท่ ความเก๋ ความสะใจกันจำนวนไม่น้อย เช่น สมัยก่อนมีแค่ตุ้มหู แต่เดี๋ยวนี้มีสารพัดตุ้ม ทั้งตุ้มจมูก ตุ้มสะดือ หรือแม้กระทั้งตุ้มลิ้นก็มี บางคนก็ทำสีผมเสียจนมองไม่ออกว่าเป็นผมคนหรือขนสุนัขกันแน่ก็มี และยังมีอีกสารพัดวิธีที่จะกล่าวถึงต่อไป
อยากสวยแต่กังวล
ผมถูกถามจากคุณแม่ที่ตั้งครรภ์จำนวนไม่น้อยว่าขณะตั้งครรภ์จะเสริมความงาม ได้อย่างไรบ้าง ทำอย่างนี้ อย่างนั้นจะเป็นอันตรายไหม? ผมเลยจะชวนคุยเกี่ยวกับวิธีเสริมความงามขณะตั้งครรภ์ด้วยวิธีต่างๆ ว่าจะทำได้หรือไม่ มีอันตรายไหม
การเสริมความงามของคุณแม่ซึ่งอาจจะทำมาตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์หรือมาทำภายหลัง ตั้งครรภ์ไปแล้วมีมากมายหลายประเภท เท่าที่ผมเคยประสบพบเห็นก็มีมากมายหลายชนิด เช่น การทาหน้าตา ใส่น้ำหอม การทำสีผม สีเล็บ การวาดรูปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย การสักรูปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย การเจาะรูจมูก รูลิ้น รูสะดือ เพื่อใส่ตุ้มจมูก ตุ้มลิ้น ตุ้มสะดือ เป็นต้น ลองมาพิจารณาแต่ละวิธีดูนะครับ
แต่งหน้าและใส่น้ำหอม : คุณแม่บางคนพอตั้งครรภ์แล้วก็เลิกประทินโฉมเลยก็มี เพระกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อลูก ในขณะที่บางคนแม้จะท้องกี่เดือนก็ตามก็ยังทาหน้าตาให้ดูสวยงามอยู่ตลอดเวลา บางคนใส่น้ำหอมกลิ่นฟุ้งจรุงใ จ น่าชื่นชม น่าดม น่าอยู่ใกล้ก็มี ผมขอเรียนว่าขณะตั้งครรภ์คุณแม่สามารถแต่งหน้า ใส่น้ำหอมได้ครับ ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อลูกในครรภ์หรอกครับ เพียงแต่อย่าพอกให้มากเกินไป จนมองหน้าตาแม่ไม่ออกว่าซีดเซียว หรือบวมหรือไม่
การทำสีผม : คุณแม่อยากจะทำสีผมเป็นสีอะไรก็เชิญตามสบายครับ จะโกนหัวครึ่งหนึ่งทำผมชี้เด่อีกครึ่งหนึ่งก็เชิญ ถ้าไม่แคร์ว่าคนอื่นจะหาว่าบ้าหรือเสียสติ สารเคมีที่ใช้ทำสีผมไม่ได้ซึมเข้าไปในร่างกายคุณจนไปทำอันตรายต่อลูกในครรภ์ หรอกครับ
การทาเล็บ : สมัยก่อนอาจจะมีแค่ทาสีเล็บ เดี๋ยวนี้มีการวาดเป็นรูปต่างๆ สารพัด ไม่ว่ารูปดอกไม้ รูปสัตว์ รูปคน หรือแม้กระทั่งรูปภูติผีปีศาจ ผมก็เคยเห็นครับ การทาสีหรือวาดรูปที่เล็บไม่มีอันตรายมากมาย เพียงแต่ผมไม่แนะนำให้วาดหรือทาเล็บตลอดเวลา เพราะจะทำให้เล็บถูกคลุมด้วยสีตลอดเวลาซึ่งจะทำให้เปราะได้ง่าย นอกจากนี้การทาสีเล็บยังทำให้คุณหมอประเมินว่าคุณแม่มีภาวะซีดหรือโลหิตจาง หรือไม่ได้ยากขึ้น เพราะเล็บเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งที่คุณหมอจะใช้ในการดูและประเมินว่าคุณแม่ซีด หรือไม่
บอดี้เพ้นต์ : ส่วนมากของสีที่ใช้วาดที่ส่วนต่างๆของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นที่หน้า ที่อก ที่ท้อง หรืออีกหลายๆที่ ไม่เป็นอันตรายอะไรต่อลูกในครรภ์หรอกครับ ยิ่งถ้าเป็นสีที่ลบออกได้ภายหลังการวาดไม่นานก็ยิ่งไม่น่าจะมีผลอะไร ผมเคยเห็นคุณแม่ที่ฝากครรภ์กับผมหลายคนที่วาดรูปที่หน้าท้องเป็นรูปดอกไม้ อย่างสวยงาม จนรู้สึกเสียดายแทนถ้าจะลบทิ้ง
สัก : ส่วนมากแล้วไม่ค่อยมีคุณแม่คนไหนที่มาสักตอนท้องหรอกครับ เพราะกลัวจะเป็นอันตรายต่อลูก ส่วนมากจะสักกันมาตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ การสักจะต่างกับการวาดตรงที่การสักจะทำให้สีที่ใช้สักฝังเข้าไปในผิวหนังของ คุณแม่เลย และลบไม่ออก ส่วนมากคนที่สักรูปต่างๆมักจะเป็นวัยรุ่นเพราะคิดว่ามันโก้เก๋และสวยงามดี แต่เมื่ออายุมากขึ้น ความคิดเปลี่ยนอาจดูไม่สวยก็ได้ ทีนี้ถ้าคิดจะลบออก ขอบอกว่าไม่ง่ายเลยครับ
ผมเคยมีคุณแม่ที่เป็นวัยรุ่นแล้วสักรูปดอกกุหลาบที่หน้าท้อง เป็นดอกกุหลาบกำลังเริ่มบานสวยงาม พอตั้งครรภ์และท้องโตขึ้นเรื่อยๆ กุหลาบดอกนี้ก็เลยบานขยายใหญ่ตามขึ้นไปด้วย ถึงตอนนี้ก็ยังพอรับได้ แต่ลองนึกถึงตอนหลังคลอดดูซิครับว่าถ้าหน้าท้องทีเคยยืดขยายกับเหี่ยวลง กุหลาบก็จะเหี่ยวลงมาด้วย เช่นกัน และไอ้ที่จะอยู่กับคุณแม่ไปตลอดก็คือกุหลาบเหี่ยวๆ นี่แหละครับ เปิดดูพุงทีไรก็เศร้าใจทุกครั้งไป มีคุณแม่บางคนสักรูปมังกรที่หน้าท้อง หลังคลอดหน้าท้องหย่อน ทำให้มังกรคอห้อยกลายเป็นแย้ถูกย่างก็มีครับ ลองคิดอีกทีถ้าคิดจะสักร่างกายนะครับ
เจาะรู : ในอดีตมีแค่ใบหูเท่านั้นแหละครับที่คุณผู้หญิงนิยมเจาะกันเพื่อจะได้ใช้ใส ตุ้มหูเพื่อให้หน้าตาสวยงามขึ้น ปัจจุบันตำแหน่งที่เจาะไม่ได้มีแค่ใบหูเท่านั้น ยังมีการเจาะที่อื่นอีกไม่ว่าจะเป็นที่จมูก ที่ลิ้น ที่สะดือ หรือที่แผ่นหลัง ก็มี ไม่รู้ว่าต่อไปจะเจาะที่อื่นอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ แค่คิดก็หวาดเสียวแล้วครับ
การเจาะรูที่อวัยวะต่างๆ เพื่อใส่เครื่องประดับ เป็นสิ่งที่ผมคัดค้านครับ เพราะถ้าเจาะโดยไม่ระมัดระวังและเกิดการติดเชื้อโรคขึ้นมา และถ้าเชื้อโรคกระจายเข้าไปในกระแสเลือดอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้นะครับ บางคนจมูกบี้หลังเจาะจมูก หรือลิ้นมีรอยแผลน่าเกลียด เวลาแลบออกมาเหมือนลิ้นสัตว์เลื้อยคลานก็มี ส่วนคนที่เจาะบริเวณสะดือแล้วใส่ตุ้มสะดือไม่ยอมถอดออกก่อนท้อง เวลาท้องโตขึ้นเรื่อยๆ เลยแกะตุ้มสะดือออกยากเพราะเจ็บมากก็มี บางคนมีแผลจากการถูกตุ้มสะดือเกี่ยวก็มี เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะใส่สารพัดตุ้ม ลองคิดให้มากขึ้นอีกหน่อยนะครับ

ฝึกลูกเรียนรู้บริหารเวลา รับมือการบ้านกองโต

  
การบ้านก่อนอื่นเลย ต้องพยายามลบคำว่า ‘การบ้าน’ ออกจากสมองน้อยๆ ให้ได้ ลองใช้คำอื่นแทนค่ะ อาจจะเป็น ‘ช่วงเวลาเรียนรู้’ หรืออื่นๆ ที่ทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย ไม่หนักหนาจนเกินไป นอกจากนั้น ยังช่วยกำจัดคำแสลงหูพ่อแม่ที่ว่า ‘วันนี้ผมไม่มีการบ้าน ผมไปเล่นนะครับ’ ได้ด้วย เพราะช่วงเวลาเรียนรู้ก็คือช่วงเวลาที่คุณจะให้ลูกได้เรียนอะไรใหม่ๆ แม้ว่าวันนั้นเขาจะไม่มีการบ้านในกระเป๋าก็ตาม
หลังจากตัดคำอันตรายออกไปแล้ว ต่อไป คุณพ่อคุณแม่ต้องวางแผนให้ดี สร้างบทเรียนเรื่อง “เวลา” ให้เป็นระบบ และตรงต่อเวลาในทุกวัน การสอนเรื่องเวลาเป็นสิ่งสำคัญมาก
ลูกจะทำการบ้านมากมายได้อย่างไรอยู่ที่การรู้จักบริหารเวลา เช่น เมื่อถึงช่วงเวลาเรียนรู้ คุณคุยกับลูกได้ วันนี้มีงานที่ครูให้มาเรียนรู้กี่งาน แต่ละงานมากน้อยแค่ไหน ยากง่ายเพียงใด “เรามาดูกันสิเราจะเรียนรู้วิชาไหนก่อนดี ลูกว่างานนี้เราใช้เวลาเท่าไหร่ดีนะ” วิธีนี้นอกจากการทำ ‘การบ้าน’ แล้ว ลูกยังได้เรียนรู้เรื่องของการจัดการเวลา การแบ่งเวลาให้เหมาะสม ตลอดจนการเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง
ต่อไปเมื่อลูกจัดการงานที่ต้องเรียนรู้เสร็จแล้ว ยังเรียนรู้ต่อได้ เช่น ลูกทำงานที่ครูให้มาเรียนรู้เสร็จก่อนกำหนด เวลาที่เหลือลูกจะไปทำอะไรก็ได้ ให้ผ่อนคลาย สบายใจ”
ถ้าหากคุณทำให้ลูกรับมือกับเวลาได้ การบ้านจะเยอะเท่าไหร่ คราวนี้เขาก็จัดการได้หมดค่ะ

Marilyn Monroe


ใครๆก็อยากเป็น มาริลีน มอนโร แต่ใครล่ะ ที่เหมือนสุด
…..เธอคือดาราสาวอเมริกัน ที่ได้ชื่อว่า เซ็กซี่อมตะตลอดกาล ตัวจริงเสียงจริง ที่มีเอกลักษณ์ประจำตัวด้วยริมฝีปากสีแดงฉ่ำ และ ผมบลอนด์สีทอง ที่ใครๆ ก็หลงไหล และอยากจะแปลงร่างกลายเป็นเธอบ้างหากมีโอกาส ถึงแม้ว่า มาริลีน มอนโร จะเสียชีวิตไปกว่า 48 ปีแล้ว แต่ชื่อเสียงและความเซ็กซี่ของเธอ ยังถูกพูดถึงอยู่อย่างเสมอ และมิหนำซ้ำ ดาราหญิงรุ่นใหม่ รุ่นเก่าทั้งหลาย ก็ต่างอยากจะกลายเป็นเธอกันทั้งนั้น
…..มาดูกันค่ะ ว่าสาวๆที่อยากเป็น มาริลีน มีใครกันบ้าง แล้วใครกัน ที่จะสวมวิญญาณเซ็กซี่ ได้เหมือนเธอมากที่สุด มาดูกันเลยค่ะ

scarlett johansson
scarlett johansson

naomi watts
naomi watts
michelle williams
michelle williams
paris hilton
paris hilton
nadja auermann
nadja auermann
madonna
madonna
lindsay lohan
lindsay lohan
gwen stefani
gwen stefani
eva herzigova
eva herzigova
drew barrymore
drew barrymore
christina aguilera
christina aguilera
anna nicole smith
anna nicole smith
andrej pejic
andrej pejic
Lee Hyo Ri
Lee Hyo Ri